ประกาศจากทางบล็อก

เนื่องมาจากมีคอมเม้นท์ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น

กรุณาอย่าโพสคำหยาบคายนะคะ

และห้ามโพสขายตัวทุกกรณีค่ะ

ถ้าเจอ จะลบเลยนะคะ

....................................................................................................................

ตำนานถุงยางพันปี กรรมวิธีลับ...สุดยอด

<<<<คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา>>>>

งดแรดหนึ่งเอนทรี่ค่ะ เน้นความรู้ล้วนๆนะคะเนี่ย

---------------------------------------------------------------------------------

รู้จักถุงยางอนามัยไหมคะ?

ถ้าหากตั้งคำถามแบบนี้ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก

โดยเฉพาะหนุ่มๆคงเคยใช้กันมาบ้างนะคะ

ถุงยางอนามัยไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10-20 ปี บอกไปแล้วอย่าเพิ่งตกใจนา

วิธีการคุมกำเนิดที่เก่าแก่ที่สุดแบบหนึ่งนี้ มีประวัติความเป็นมาที่สามารถ

นับย้อนหลังไปได้หลายร้อยหลายพันปีเลยทีเดียวเชียวไม่ใช้น้อยนะคะ

เท่าที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ถุงยางอนามัยปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก

ในราว 807-677 ปีก่อนคริสตกาล โดยชายชาวอียิปต์ในสมัยโบราณ

สวมปลอกประเภทนี้เอาไว้ตรงกะจู้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

การบาดเจ็บและการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย

(ดิชั้นว่า ถ้าตัวอะไรกัดเอา คงเจ็บมิใช่น้อยนะคะ)

จากนั้นถุงยางอนามัยก็ได้มีการวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ

จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เข้ามาช่วยปรับปรุง

การผลิตถุงยางอนามัยให้มีความทันสมัยขึ้นกว่าที่บรรพบุรุษเคยใช้เป็นอย่างมาก


ตัวอย่างที่ถือว่าเป็นสุดยอดของถุงยางอนามัยในขณะนี้ก็คือ

การนำวัสดุโพลียูรีเทนที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะตัว

มีความเหนียวกว่ายางดิบถึงสองเท่ามาใช้

(ทนแรงกระแทกเยอะค่ะ ไม่ขาดง่าย)

จนทำให้สามารถผลิตแผ่นฟิล์มที่บางและไวต่อความรู้สึกได้กว่าเดิม
เทคโนโลยีการผลิตเหล่านี้ ผู้ผลิตแต่ละค่ายต่างหวงแหน

และถือเป็น "ความลับทางการค้าขั้นสุดยอด" ที่ต้องปกปิด

เอาไว้ไม่ให้รั่วไหลออกไปสู่ภายนอกโดยเด็ดขาด

ชนิดที่เรียกว่ายิ่งกว่าไข่ในหินเลยก็คงจะว่าได้

ขนาดนั้นเชียว ดูยิ่งใหญ่มากเลยเนาะ

เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจนำไปสู่การลอกเลียนแบบ

และสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับทางบริษัทได้

ด้วยเหตุนี้ ระเบียบปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมโรงงาน

ผลิตถุงยางอนามัยแต่ละแห่ง จึงถูกกำหนดเอาไว้อย่างรัดกุม

เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครองความเป็นเจ้าตลาดของสินค้าประเภทนี้

ซึ่งดิชั้นคิดว่า ถ้าได้ครอบครองซักแห่งหนึ่ง คงสะดวก

เวลาใช้มิใช่น้อย แถมมีให้ใช้ไม่อั้นด้วย น่าสนใจเนอะ

ต้องทำเรื่องขออนุญาตไปที่บริษัทแม่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ล่วงหน้าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ ก่อนที่บุคคลภายนอก

จะได้รับการอนุมัติให้เข้าเยี่ยมชมเทคโนโลยีการผลิตถุงยางอนามัย

เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยเงื่อนไขที่ว่าห้ามถ่ายรูปภายในโรงงานเป็นอันขาด
ซึ่งเราเลยถ่ายวีดีโอไว้แทน เอ๊ย ม่ายช่าย อันนั้นด้วยสิโว้ย

จริงๆ แล้วในทุกขั้นตอนการผลิตล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความลับตลอด

ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสูตรน้ำยางที่คิดค้นและพัฒนามา

หรือแนวองศาในการเอียงของแท่งแก้ว เรื่องภาพถ่ายจึง

ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากถ้าภาพถูกเผยแพร่ออกไป

ผู้ผลิตรายอื่นที่มีปัญหาและยังแก้ไขไม่ตก เขาเห็นภาพเพียงแค่นิดเดียว

เขาก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ในทันที เก่งจริงๆเลยตัว


นอกจากความลับที่ต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวดแล้ว

กระบวนการผลิตของถุงยางอนามัยยังเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน

มิหนำซ้ำยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ตั้งแต่ขั้นตอนแรก จนถึงขั้นตอนสุดท้ายเช่นกัน

เพราะฉะนั้นกว่าที่ถุงยางอนามัยแต่ละชิ้นจะหลุดออกมา

ให้เราๆ ท่านๆ และดิชั้น ซึ่งถือว่าใช้เปลืองที่สุด ^_^

ได้ใช้นั้น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่เพียงแค่เอาแท่งแก้ว

สำหรับขึ้นรูปจุ่มลงไปในน้ำยางอบให้แห้งก็สามารถนำมาใช้งานได้แล้ว


การเดินทางของถุงยางหนึ่งอัน จากโรงงานมาสู่กะเจี๊ยว
กระบวนการผลิตถุงยางอนามัยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในสวนยางพารา

ซึ่งดิชั้นก็เพิ่งรู้ ว่าทำมาจากยางพารา หุหุหุ

ก่อนที่จะมีการส่งยางดิบเข้ามาที่โรงงาน

จะต้องมีการนำตัวอย่างมาตรวจสอบเสียก่อน

ถ้าตัวอย่างดังกล่าวไม่ผ่านการตรวจสอบ

ก็จะไม่รับยางในครั้งการผลิตนั้นเข้าสู่โรงงาน
กรณีที่ผ่านการตรวจสอบจะมีการกำหนดรหัสประจำครั้ง

ซึ่งจะเป็นรหัสประจำตัวที่ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิต

จากนั้นส่วนผสมต่างๆ ที่เป็นสูตรจะถูกนำมาผสมกับน้ำยางดิบ

เพื่อให้ยางมีความคงตัวและทนทาน หลังจากที่ใช้เวลาบ่มตัว

ไม่น้อยกว่า 10 วันเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างสมบูรณ์

ซึ่งส่วนผสมนี้จะถูกนำไปใช้ในขั้นตอนการผลิตต่อไป


ถัดมาคือขั้นตอนการ "จุ่มขึ้นรูป" ขั้นตอนนี้จะต้องทำ

ภายในห้องปลอดฝุ่นละออง ซึ่ง ติดตั้งระบบกรองอากาศไฟฟ้าสถิต

 โดยแท่งแก้วสำหรับขึ้นรูปที่เรียงต่อกันเป็นแถวจะค่อยๆ เคลื่อนตัว

ลงจุ่มในถังที่มีส่วนผสมน้ำยางธรรมชาติที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม
โดยแท่งแก้ว(ใช้แท่งแก้วนะคะ ไม่ใช่ใช้กะเจี๊ยวจุ่ม)

แต่ละแท่งจะหมุนไปรอบๆ อย่างสม่ำเสมอ

เพื่อให้ส่วนผสมนี้กระจายตัวติดแท่งแก้วด้วยความหนาเท่าๆ กันทั้งชิ้น

จากนั้นแท่งแก้วจะเคลื่อนตัวผ่านเข้าตู้อบอินฟราเรดเพื่อให้น้ำยางแห้ง


เมื่อออกจากตู้อบ แท่งแก้วจะต้องจุ่มน้ำยางอีกเป็นครั้งที่สอง

เพื่อให้ถุงยางอนามัย มีความหนาและทนทานเพียงพอ

และเมื่ออบแห้งครั้งที่สองแล้วแท่งแก้วจะเคลื่อนที่ผ่านแปรงขนนุ่ม

ที่ทำหน้าที่ม้วนขอบถุงยาง ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ตู้อบครั้งสุดท้าย

เพื่อให้สารประกอบต่างๆ ในส่วนผสมน้ำยางธรรมชาติทำปฏิกิริยากันอย่างสมบูรณ์

รวมทั้งทำให้ชั้นของ น้ำยางธรรมชาติที่เกิดจาก

การจุ่มครั้งที่สองหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน


หลังจากนั้น แท่งแก้วจะผ่านขั้นตอนการล้างน้ำที่ผสมสารเคมี

เพื่อให้ถุงยางอนามัย ลื่นหลุดออกได้โดยง่าย

เมื่อขั้นตอนการขึ้นรูปเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างนั้นถุงยางจะถูกนำไป

ล้างสารเคมีต่างๆ ให้หลุดออกจากผิวยางถุงยางอนามัยให้หมด

พร้อมทั้งใส่แป้งเข้าไปเพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อน

เมื่อล้างเสร็จก็จะนำไปเข้าตู้อบให้แห้งต่อไป

ขณะเดียวกันถุงยางบางส่วนจะถูกสุ่มตัวอย่างเพื่อนำมา

ตรวจสอบคุณภาพใน 3 ส่วนด้วยกันคือ ตรวจความรั่ว

ทดสอบแรงดันอากาศและทดสอบความทนทาน


พนักงานจะสุ่มตัวอย่างบางส่วนมาตรวจความรั่ว

ด้วยการเติมน้ำเข้าไป 300 ซีซี แขวนทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที

แล้วนำมาคลึงบนกระดาษสีซับน้ำ ถ้าถุงยางเกิดรอยรั่ว

จะสามารถสังเกตุเห็นรอยน้ำรั่วซึมบนกระดาษสีได้ชัดเจน

จากนั้น ถุงยางก็จะถูกส่งต่อไปยังส่วนที่ทำการทดสอบ

แรงดันอากาศ อากาศจะถูก อัดเข้าไปในถุงยาง

โดยมาตรฐานกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องทนแรงอัดอากาศ

ได้ไม่ต่ำกว่า 18 ลิตรก่อนที่จะระเบิดแตกออก


บางส่วนจะนำไปทดสอบความทนทาน

ด้วยการยืดชิ้นส่วนถุงยางอนามัยที่ตัดเป็นชิ้นกว้างประมาณ 20 มิลลิเมตร

ชิ้นส่วนถุงยางจะต้องยืดออกได้ยาวถึง 8 เท่าของความ ยาวปกติก่อนที่จะขาด
ก่อนที่จะนำถุงยางมาบรรจุกล่องในขั้นตอนสุดท้าย

ถุงยางทุกชิ้นที่ผลิตได้จะต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์

เพื่อตรวจหารอยรั่วหรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ ถุงยางแต่ละชิ้นจะถูก

ครอบลงบนแท่งโครเมียม จากนั้นจะปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงดันสูง

ขนาด 2,000 โวลต์เข้าไปสู่แท่งโลหะนี้ และจะมีสัญญาณเตือนให้ทราบ

เมื่อถุงยางอนามัยชิ้นใดชิ้นหนึ่งมีรอยรั่วหรือ สิ่งผิดปกติ ซึ่งถุงยางอนามัย

ชิ้นนั้นจะถูกแยกออกมาต่างหากเพื่อคัดทิ้งต่อไป


อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการตรวจสอบคุณภาพจะดำเนินไป

อย่างละเอียดถี่ถ้วนขนาด ไหนก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าถุงยางอนามัยทุกชิ้น

จะสมบูรณ์แบบและปลอดภัย 100% เพราะจาก ข้อมูลที่ทาง

บริษัทผู้ผลิตบันทึกเอาไว้เปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

จากกระบวนการผลิตก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของรูรั่ว


จากนั้นถุงยางอนามัยที่ตรวจสอบคุณภาพแล้วจะถูกนำไป

บรรจุฟอยล์และเติมสาร ฆ่าเชื้อหรือกลิ่นต่างๆ เป็นขั้นตอนสุดท้าย

ปกติทั่วไปแล้วมาตรฐานของอย.กำหนดเปอร์เซ็นต์การรั่วเอาไว้ที่ 0.25%


จะเห็นได้ว่ากว่าที่จะมาเป็นถุงยางแต่ละชิ้นนั้นเต็มไปด้วยความลับ

และความยุ่งยาก อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ใช้เองก็ต้องมีความระมัดระวัง

และใช้ให้ถูกวิธีเช่น กัน เพราะมิฉะนั้นแล้วแม้สินค้าจะมีคุณภาพมากมาย

สักเพียงใด แต่ถ้าผู้ใช้ใช้ไม่เป็นแล้ว อันตรายก็ย่อมอาจเกิดขึ้นได้

ที่สำคัญคือต้องพึงสังวรณ์เอาไว้ว่า ไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดที่สามารถ

คุมกำเนิดหรือป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 100%

หรอกนะคะ

ปิดท้ายหอย

เอนทรี่หน้า เรามาว่าเกี่ยวกับวิธีใช้ค่ะ

แต่ถ้าใครอยากรู้แบบเร่งด่วน หรือยังใช้ไม่เป็น

ติดต่อดิชั้นช่วยใส่ได้นะคะ อุอุ

 


 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

confused smile confused smile confused smile big smile

#1 By น้ามชา on 2009-03-31 20:25

big smile big smile

#2 By b-padung Studio on 2009-03-31 20:55