ตำนานถุงยางพันปี กรรมวิธีลับ...สุดยอด
posted on 31 Mar 2009 20:07 by eshine in SEXประกาศจากทางบล็อก
เนื่องมาจากมีคอมเม้นท์ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น
กรุณาอย่าโพสคำหยาบคายนะคะ
และห้ามโพสขายตัวทุกกรณีค่ะ
ถ้าเจอ จะลบเลยนะคะ
....................................................................................................................
ตำนานถุงยางพันปี กรรมวิธีลับ...สุดยอด
<<<<คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา>>>>
งดแรดหนึ่งเอนทรี่ค่ะ เน้นความรู้ล้วนๆนะคะเนี่ย
---------------------------------------------------------------------------------
รู้จักถุงยางอนามัยไหมคะ?
ถ้าหากตั้งคำถามแบบนี้ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก
โดยเฉพาะหนุ่มๆคงเคยใช้กันมาบ้างนะคะ
“ถุงยางอนามัย” ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10-20 ปี บอกไปแล้วอย่าเพิ่งตกใจนา
วิธีการคุมกำเนิดที่เก่าแก่ที่สุดแบบหนึ่งนี้ มีประวัติความเป็นมาที่สามารถ
นับย้อนหลังไปได้หลายร้อยหลายพันปีเลยทีเดียวเชียวไม่ใช้น้อยนะคะ
เท่าที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ถุงยางอนามัยปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก
ในราว 807-677 ปีก่อนคริสตกาล โดยชายชาวอียิปต์ในสมัยโบราณ
สวมปลอกประเภทนี้เอาไว้ตรงกะจู้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
การบาดเจ็บและการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
(ดิชั้นว่า ถ้าตัวอะไรกัดเอา คงเจ็บมิใช่น้อยนะคะ)
จากนั้นถุงยางอนามัยก็ได้มีการวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ
จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ๆ ได้เข้ามาช่วยปรับปรุง
การผลิตถุงยางอนามัยให้มีความทันสมัยขึ้นกว่าที่บรรพบุรุษเคยใช้เป็นอย่างมาก
ตัวอย่างที่ถือว่าเป็นสุดยอดของถุงยางอนามัยในขณะนี้ก็คือ
การนำวัสดุโพลียูรีเทนที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะตัว
มีความเหนียวกว่ายางดิบถึงสองเท่ามาใช้
(ทนแรงกระแทกเยอะค่ะ ไม่ขาดง่าย)
จนทำให้สามารถผลิตแผ่นฟิล์มที่บางและไวต่อความรู้สึกได้กว่าเดิม
เทคโนโลยีการผลิตเหล่านี้ ผู้ผลิตแต่ละค่ายต่างหวงแหน
และถือเป็น "ความลับทางการค้าขั้นสุดยอด" ที่ต้องปกปิด
เอาไว้ไม่ให้รั่วไหลออกไปสู่ภายนอกโดยเด็ดขาด
ชนิดที่เรียกว่ายิ่งกว่าไข่ในหินเลยก็คงจะว่าได้
ขนาดนั้นเชียว ดูยิ่งใหญ่มากเลยเนาะ
เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจนำไปสู่การลอกเลียนแบบ
และสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับทางบริษัทได้
ด้วยเหตุนี้ ระเบียบปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมโรงงาน
ผลิตถุงยางอนามัยแต่ละแห่ง จึงถูกกำหนดเอาไว้อย่างรัดกุม
เช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ครองความเป็นเจ้าตลาดของสินค้าประเภทนี้
ซึ่งดิชั้นคิดว่า ถ้าได้ครอบครองซักแห่งหนึ่ง คงสะดวก
เวลาใช้มิใช่น้อย แถมมีให้ใช้ไม่อั้นด้วย น่าสนใจเนอะ
ต้องทำเรื่องขออนุญาตไปที่บริษัทแม่ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
ล่วงหน้าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 สัปดาห์ ก่อนที่บุคคลภายนอก
จะได้รับการอนุมัติให้เข้าเยี่ยมชมเทคโนโลยีการผลิตถุงยางอนามัย
เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยเงื่อนไขที่ว่าห้ามถ่ายรูปภายในโรงงานเป็นอันขาด
ซึ่งเราเลยถ่ายวีดีโอไว้แทน เอ๊ย ม่ายช่าย อันนั้นด้วยสิโว้ย
จริงๆ แล้วในทุกขั้นตอนการผลิตล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความลับตลอด
ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสูตรน้ำยางที่คิดค้นและพัฒนามา
หรือแนวองศาในการเอียงของแท่งแก้ว เรื่องภาพถ่ายจึง
ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากถ้าภาพถูกเผยแพร่ออกไป
ผู้ผลิตรายอื่นที่มีปัญหาและยังแก้ไขไม่ตก เขาเห็นภาพเพียงแค่นิดเดียว
เขาก็จะสามารถแก้ปัญหาได้ในทันที เก่งจริงๆเลยตัว
นอกจากความลับที่ต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวดแล้ว
กระบวนการผลิตของถุงยางอนามัยยังเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน
มิหนำซ้ำยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ตั้งแต่ขั้นตอนแรก จนถึงขั้นตอนสุดท้ายเช่นกัน
เพราะฉะนั้นกว่าที่ถุงยางอนามัยแต่ละชิ้นจะหลุดออกมา
ให้เราๆ ท่านๆ และดิชั้น ซึ่งถือว่าใช้เปลืองที่สุด ^_^
ได้ใช้นั้น จึงไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายที่เพียงแค่เอาแท่งแก้ว
สำหรับขึ้นรูปจุ่มลงไปในน้ำยางอบให้แห้งก็สามารถนำมาใช้งานได้แล้ว
การเดินทางของถุงยางหนึ่งอัน จากโรงงานมาสู่กะเจี๊ยว
กระบวนการผลิตถุงยางอนามัยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในสวนยางพารา
ซึ่งดิชั้นก็เพิ่งรู้ ว่าทำมาจากยางพารา หุหุหุ
ก่อนที่จะมีการส่งยางดิบเข้ามาที่โรงงาน
จะต้องมีการนำตัวอย่างมาตรวจสอบเสียก่อน
ถ้าตัวอย่างดังกล่าวไม่ผ่านการตรวจสอบ
ก็จะไม่รับยางในครั้งการผลิตนั้นเข้าสู่โรงงาน
กรณีที่ผ่านการตรวจสอบจะมีการกำหนดรหัสประจำครั้ง
ซึ่งจะเป็นรหัสประจำตัวที่ใช้ในทุกขั้นตอนการผลิต
จากนั้นส่วนผสมต่างๆ ที่เป็นสูตรจะถูกนำมาผสมกับน้ำยางดิบ
เพื่อให้ยางมีความคงตัวและทนทาน หลังจากที่ใช้เวลาบ่มตัว
ไม่น้อยกว่า 10 วันเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างสมบูรณ์
ซึ่งส่วนผสมนี้จะถูกนำไปใช้ในขั้นตอนการผลิตต่อไป
ถัดมาคือขั้นตอนการ "จุ่มขึ้นรูป" ขั้นตอนนี้จะต้องทำ
ภายในห้องปลอดฝุ่นละออง ซึ่ง ติดตั้งระบบกรองอากาศไฟฟ้าสถิต
โดยแท่งแก้วสำหรับขึ้นรูปที่เรียงต่อกันเป็นแถวจะค่อยๆ เคลื่อนตัว
ลงจุ่มในถังที่มีส่วนผสมน้ำยางธรรมชาติที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสม
โดยแท่งแก้ว(ใช้แท่งแก้วนะคะ ไม่ใช่ใช้กะเจี๊ยวจุ่ม)
แต่ละแท่งจะหมุนไปรอบๆ อย่างสม่ำเสมอ
เพื่อให้ส่วนผสมนี้กระจายตัวติดแท่งแก้วด้วยความหนาเท่าๆ กันทั้งชิ้น
จากนั้นแท่งแก้วจะเคลื่อนตัวผ่านเข้าตู้อบอินฟราเรดเพื่อให้น้ำยางแห้ง
เมื่อออกจากตู้อบ แท่งแก้วจะต้องจุ่มน้ำยางอีกเป็นครั้งที่สอง
เพื่อให้ถุงยางอนามัย มีความหนาและทนทานเพียงพอ
และเมื่ออบแห้งครั้งที่สองแล้วแท่งแก้วจะเคลื่อนที่ผ่านแปรงขนนุ่ม
ที่ทำหน้าที่ม้วนขอบถุงยาง ก่อนที่จะผ่านเข้าสู่ตู้อบครั้งสุดท้าย
เพื่อให้สารประกอบต่างๆ ในส่วนผสมน้ำยางธรรมชาติทำปฏิกิริยากันอย่างสมบูรณ์
รวมทั้งทำให้ชั้นของ น้ำยางธรรมชาติที่เกิดจาก
การจุ่มครั้งที่สองหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
หลังจากนั้น แท่งแก้วจะผ่านขั้นตอนการล้างน้ำที่ผสมสารเคมี
เพื่อให้ถุงยางอนามัย ลื่นหลุดออกได้โดยง่าย
เมื่อขั้นตอนการขึ้นรูปเสร็จเรียบร้อย ในระหว่างนั้นถุงยางจะถูกนำไป
ล้างสารเคมีต่างๆ ให้หลุดออกจากผิวยางถุงยางอนามัยให้หมด
พร้อมทั้งใส่แป้งเข้าไปเพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อน
เมื่อล้างเสร็จก็จะนำไปเข้าตู้อบให้แห้งต่อไป
ขณะเดียวกันถุงยางบางส่วนจะถูกสุ่มตัวอย่างเพื่อนำมา
ตรวจสอบคุณภาพใน 3 ส่วนด้วยกันคือ ตรวจความรั่ว
ทดสอบแรงดันอากาศและทดสอบความทนทาน
พนักงานจะสุ่มตัวอย่างบางส่วนมาตรวจความรั่ว
ด้วยการเติมน้ำเข้าไป 300 ซีซี แขวนทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที
แล้วนำมาคลึงบนกระดาษสีซับน้ำ ถ้าถุงยางเกิดรอยรั่ว
จะสามารถสังเกตุเห็นรอยน้ำรั่วซึมบนกระดาษสีได้ชัดเจน
จากนั้น ถุงยางก็จะถูกส่งต่อไปยังส่วนที่ทำการทดสอบ
แรงดันอากาศ อากาศจะถูก อัดเข้าไปในถุงยาง
โดยมาตรฐานกำหนดเอาไว้ว่าจะต้องทนแรงอัดอากาศ
ได้ไม่ต่ำกว่า 18 ลิตรก่อนที่จะระเบิดแตกออก
บางส่วนจะนำไปทดสอบความทนทาน
ด้วยการยืดชิ้นส่วนถุงยางอนามัยที่ตัดเป็นชิ้นกว้างประมาณ 20 มิลลิเมตร
ชิ้นส่วนถุงยางจะต้องยืดออกได้ยาวถึง 8 เท่าของความ ยาวปกติก่อนที่จะขาด
ก่อนที่จะนำถุงยางมาบรรจุกล่องในขั้นตอนสุดท้าย
ถุงยางทุกชิ้นที่ผลิตได้จะต้องผ่านการตรวจสอบด้วยเครื่องอิเล็กทรอนิกส์
เพื่อตรวจหารอยรั่วหรือสิ่งผิดปกติอื่นๆ ถุงยางแต่ละชิ้นจะถูก
ครอบลงบนแท่งโครเมียม จากนั้นจะปล่อยกระแสไฟฟ้าแรงดันสูง
ขนาด 2,000 โวลต์เข้าไปสู่แท่งโลหะนี้ และจะมีสัญญาณเตือนให้ทราบ
เมื่อถุงยางอนามัยชิ้นใดชิ้นหนึ่งมีรอยรั่วหรือ สิ่งผิดปกติ ซึ่งถุงยางอนามัย
ชิ้นนั้นจะถูกแยกออกมาต่างหากเพื่อคัดทิ้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้กระบวนการตรวจสอบคุณภาพจะดำเนินไป
อย่างละเอียดถี่ถ้วนขนาด ไหนก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าถุงยางอนามัยทุกชิ้น
จะสมบูรณ์แบบและปลอดภัย 100% เพราะจาก ข้อมูลที่ทาง
บริษัทผู้ผลิตบันทึกเอาไว้เปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
จากกระบวนการผลิตก็มีความเป็นไปได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของรูรั่ว
จากนั้นถุงยางอนามัยที่ตรวจสอบคุณภาพแล้วจะถูกนำไป
บรรจุฟอยล์และเติมสาร ฆ่าเชื้อหรือกลิ่นต่างๆ เป็นขั้นตอนสุดท้าย
ปกติทั่วไปแล้วมาตรฐานของอย.กำหนดเปอร์เซ็นต์การรั่วเอาไว้ที่ 0.25%
จะเห็นได้ว่ากว่าที่จะมาเป็นถุงยางแต่ละชิ้นนั้นเต็มไปด้วยความลับ
และความยุ่งยาก อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ใช้เองก็ต้องมีความระมัดระวัง
และใช้ให้ถูกวิธีเช่น กัน เพราะมิฉะนั้นแล้วแม้สินค้าจะมีคุณภาพมากมาย
สักเพียงใด แต่ถ้าผู้ใช้ใช้ไม่เป็นแล้ว อันตรายก็ย่อมอาจเกิดขึ้นได้
ที่สำคัญคือต้องพึงสังวรณ์เอาไว้ว่า ไม่มีวิธีคุมกำเนิดใดที่สามารถ
คุมกำเนิดหรือป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 100%
หรอกนะคะ
ปิดท้ายหอย
เอนทรี่หน้า เรามาว่าเกี่ยวกับวิธีใช้ค่ะ
แต่ถ้าใครอยากรู้แบบเร่งด่วน หรือยังใช้ไม่เป็น
ติดต่อดิชั้นช่วยใส่ได้นะคะ อุอุ
#1 By น้ามชา on 2009-03-31 20:25